ทุกครั้งที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีเริ่มร้อนแรง Bond Yield ก็จะกลับมาถูกพูดถึง ในบทความนี้เราจะพาไปทำความเข้าใจกันว่า Bond Yield คืออะไร? และกลไกของ Bond Yield ในตลาดตราสารหนี้

เลือกอ่านหัวข้อที่ต้องการ

Bond Yield คืออะไร?

Bond Yield คือ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล ที่นักลงทุนที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล (Bond) จะได้รับในรูปของดอกเบี้ย โดย Bond Yield หรืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสามารถคำนวณได้จากผลตอบแทนพันธบัตรต่อปีหารด้วยมูลค่าที่ตราไว้ของพันธบัตร (Face Value หรือ Par Value)

ตามปกติ Bond Yield หรือ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล จะมีทิศทางที่สวนทางกับราคาของพันธบัตร ถ้าหากราคาพันธบัตรเพิ่มสูงขึ้นก็จะทำให้ Bond Yield ลดลง ในทางกลับกันถ้าหากราคาพันธบัตรลดลงก็จะยิ่งทำให้ Bond Yield เพิ่มขึ้น

สำหรับ Bond Yield ที่เป็นประเด็นพูดถึงของนักลงทุนทั่วโลกและเห็นได้บ่อยในข่าวการลงทุนมาโดยตลอดคือ Bond Yield ของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี (10-year Treasury Yield)


กลไกราคาของ Bond Yield

ก่อนที่จะทำความเข้าใจกับกลไกราคาของ Bond Yield ขั้นแรกเริ่มจากรู้จักกับพันธบัตรรัฐบาลกันก่อน โดย Bond หรือ พันธบัตรคือตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจ และนักลงทุนที่ซื้อตราสารหนี้จะมีสถานะเป็นเจ้าหนี้ของผู้ที่ออกตราสารหนี้ (ในกรณีนี้ก็คือรัฐบาล) และจะได้รับผลตอบแทนหรือ Yield เป็นดอกเบี้ย

โดยตัวเลขบนพันธบัตรที่เกี่ยวกับ Bond Yield จะประกอบด้วย

  • Face Value หรือ Par Value คือ ตัวเลขหนี้ที่ผู้ออกพันธบัตรต้องจ่ายคืน เทียบได้กับเงินต้นที่ถูกยืมไป
  • Coupon Rate คือ อัตราดอกเบี้ยการกู้ยืมที่ผู้ออกพันธบัตรจะจ่ายให้ต่อปี
  • Coupon Payment คือ ดอกเบี้ยที่ผู้ถือพันธบัตรจะได้รับต่อปี (มาจาก Face Value x Coupon Rate)

Bond Yield สามารถคำนวณได้จากผลตอบแทนพันธบัตรต่อปี (Coupon Payment) หารด้วยมูลค่าที่ตราไว้ของพันธบัตร (Face Value หรือ Par Value)

Bond Yield = (Coupon Payment / Face Value) x 100

ตัวอย่างเช่น รัฐบาลสหรัฐฯ ออกพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ครบกำหนดปี 2021 รุ่น Z โดยมีราคาที่ตราไว้ (Par Value) $1,000 และระบุว่าให้ดอกเบี้ย 1% ต่อปี (ส่วนนี้เรียกว่า Coupon Rate) ถ้านักลงทุนซื้อตราสารหนี้รุ่นนี้และถือเอาไว้ก็จะได้ดอกเบี้ยปีละ 10 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 1% ส่วนนี้เองที่เรียกว่า Bond Yield

Bond Yield = (10 / 1,000) x 100 = 1%

อย่างไรก็ตาม ตราสารหนี้มีตลาดรองที่นักลงทุนสามารถซื้อขายตราสารหนี้ ซึ่งการซื้อขายพันธบัตรในตลาดรองส่งผลให้ราคาพันธบัตรเปลี่ยนแปลงขึ้นลงตามปริมาณความต้องการพันธบัตรรุ่นนั้น ทำให้นักลงทุนที่ถือตราสารหนี้ไม่จำเป็นต้องถือตราสารหนี้จนครบอายุ และสามารถซื้อขายพันธบัตรเพื่อทำกำไรจากราคาพันธบัตรได้ (เหมือนการซื้อขายหุ้นในตลาดหุ้น)

กรณีพันธบัตรราคาสูงขึ้น (Premium)

จากตัวอย่างเดิม สมมติว่าด้วยเหตุผลบางอย่างพันธบัตรรัฐบาลดังกล่าวกลายเป็นที่ต้องการในตลาดรองจนส่งผลให้ราคาซื้อขายพันธบัตรดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น $2,000 (การซื้อพันธบัตรในราคาที่สูงกว่า Face Value เรียกว่า Premium) ในขณะที่พันธบัตรดังกล่าวยังคงให้ผลตอบแทน $10 ต่อปีเท่าเดิม ก็จะส่งผลให้ Bond Yield หรือ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลลดลงเหลือ 0.5% ต่อปี

Bond Yield = (10 / 2,000) x 100 = 0.5%

จะเห็นว่าเมื่อราคาซื้อขายพันธบัตรในตลาดรองเพิ่มขึ้น ก็จะส่งผลให้ Bond Yield จากการลงทุนในพันธบัตรดังกล่าวลดลงตาม เนื่องจากผลตอบแทนจากพันธบัตรยังคงเท่าเดิมในขณะที่ราคาซื้อขายพันธบัตรในตลาดรองเพิ่งขึ้น

กรณีพันธบัตรราคาลดลง (Discount)

ในทางกลับกันถ้าหากว่าพันธบัตรรุ่นเดียวกันนี้ไม่เป็นที่ต้องการจนราคาซื้อขายในตลาดพันธบัตรลดลง สมมติว่าเหลือ $800 ก็จะทำให้นักลงทุนที่ซื้อพันธบัตรได้ในราคาที่ต่ำกว่าราคา Face Value (เรียกว่า Discount) ก็จะทำให้ Bond Yield เพิ่มสูงขึ้นจากการที่จ่ายเงินน้อยลงแต่ได้ผลตอบแทนเท่าเดิม

Bond Yield = (10 / 800) x 100 = 1.25%

สำหรับการคำนวณ Bond Yield ในกรณีนี้จะเรียกว่า Current Yield ที่เป็นการคิด Yield ในปัจจุบัน ซึ่งเป็น Bond Yield ที่มูลค่าเปลี่ยนไปตามราคาซื้อขายพันธบัตรรัฐบาลในตลาดรอง

หมายเหตุ: ในบทความนี้ไม่ได้คำนวณ Bond Yield บนพื้นฐานของมูลค่าเงินตามเวลา (Time Value of Money) เพื่อความง่ายต่อการทำความเข้าใจ


อะไรส่งผลต่อราคาพันธบัตร

อย่างที่รู้กันว่าสิ่งทำทำให้ Bond Yield ปรับตัวสูงขึ้น คือความต้องการขายพันธบัตร ซึ่งสาเหตุที่ทำให้นักลงทุนเทขายพันธบัตรรัฐบาลออกมาจนทำให้ Bond Yield เพิ่มสูงขึ้น คือ การที่นักลงทุนมองว่าพันธบัตรรัฐบาลไม่คุ้มค่าที่จะลงทุนอีกต่อไป โดยทั่วไปมีสาเหตุจากเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจากผลของการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบของธนาคารกลางสหรัฐฯ ผ่านมาตรการ Quantitative Easing หรือ QE

เมื่อเงินเฟ้อมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น อัตราผลตอบแทนที่แท้จริงหรือ Real Yield ซึ่งเป็นผลตอบแทนหลังหักเงินเฟ้อออก (Yield – Inflation Expectation) ที่นักลงทุนจะได้รับก็จะลดลง จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่นักลงทุนเลือกที่จะเทขายพันธบัตรรัฐบาลรุ่นปัจจุบันและหันไปลงทุนสินทรัพย์อื่น (หรือถือเงินสดไว้ในระยะสั้น)

นอกจากนี้ เมื่อธนาคารกลางอย่าง Fed ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย พันธบัตรรุ่นใหม่ที่ออกมาก็จะให้ดอกเบี้ยที่มากขึ้นตามอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่เพิ่มขึ้น จึงไม่มีเหตุผลที่นักลงทุนจะถือพันธบัตรรุ่นเก่าเอาไว้ แต่เลือกที่จะเทขายพันธบัตรเก่าออกไปเพื่อนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์อื่น ซื้อตราสารหนี้ระยะสั้น หรือรอซื้อพันธบัตรรุ่นใหม่ที่ให้ผลตอบแทน (Yield) ที่มากขึ้น

src=https://secure.gravatar.com/avatar/a9e3db9b22878f365b1ea29fd3590d1e?s=100&d=mm&r=g

ที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์และการเงินคนหนึ่ง | นักลงทุนที่สนใจในหุ้นและอนุพันธ์เป็นพิเศษ | ชื่นชอบเรื่องราวเกี่ยวกับเศรษฐกิจและเศรษฐศาสตร์มหภาค (ถ้าหากว่าบทความเป็นประโยชน์สามารถติดตามเราบน Facebook หรือ Twitter)

Tell us about you

Find us at the office

Eastmond- Sukel street no. 62, 79540 Hanga Roa, Easter Island

Give us a ring

Jaquelinee Wrate
+74 201 709 645
Mon - Fri, 9:00-15:00

Reach out